วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551

สื่อต่างชาติจับตาสรรหานายกฯใหม่ [14 ก.ย. 51 - 03:43]

วันที่ 13 ก.ย. สำนักข่าวต่างประเทศทั้งเอพี เอเอฟพีและรอยเตอร์ ยังเกาะติดการสรรหาผู้มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายสมัคร สุนทรเวช ที่ประกาศวางมือ หลังไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลและสมาชิกพรรคพลังประชาชน โดยรายงานข่าวระบุว่า ไม่ว่าพรรคพลังประชาชนจะเลือกใครมาเป็นนายกฯก็ตาม คนคนนั้นต้องได้รับการยอมรับจากพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯที่ชุมนุมอยู่ในทำเนียบฯ ยังยืนยันไม่เอาคนของพรรคพลังประชาชนอยู่แล้ว พร้อมระบุว่าจะประท้วงต่อไปจนกว่า ครม.ปัจจุบันจะลาออก ด้าน 3 ตัวเต็งที่คาดว่า จะถูกเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนฯในวันพุธที่ 17 ก.ย.นั้น สองคนแรกเกี่ยวพันโดยตรงกับอดีตนายกฯทักษิณ หากเสนอขึ้นมาย่อมถูกต่อต้านแน่นอน โดยแกนนำพรรคพลังประชาชนจะหารือในวันจันทร์ที่ 15 ก.ย.นี้ เพื่อเลือกผู้สมัครเป็นนายกฯ รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า หากตัวแทนพรรคพลังประชาชนล่มกลางอ่าว ผู้มีสิทธิ์นั่งเก้าอี้นายกฯ อาจเป็นอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย หรือไม่ก็เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


ที่มา www.thairath.co.th

สมชาย หารือ ผบ.ทบ.ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน [14 ก.ย. 51 - 03:40]


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.15 น. วันที่ 13 ก.ย. ที่บ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1รอ.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบและมอบอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายหลังการหารือกว่า 1 ชั่งโมง ได้ข้อสรุปว่า เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้มีแนวโน้มอยู่ในทางปกติ ไม่มีเหตุการณ์ รุนแรง รวมถึงหากมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายต่อนักลงทุน และกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความเห็นตรงกันว่า จะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยจะใช้กฎหมายปกติในการปฏิบัติควบคุมสถานการณ์ พร้อมมอบหมายให้ ผบ.ทบ.เป็นผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย มีหน้าที่รับผิดชอบรักษาความสงบเรียบร้อย ภายในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งแนวทางการปฏิบัติจะมอบหมายให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความไม่สงบภายใน หากเกินกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถร้องขอกำลังทหาร เข้าไปช่วยเหลือในลักษณะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน โดยในวันที่ 14 ก.ย.นี้ เวลา 10.00 น. นายสมชาย พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.ต.อ.พัชรวาทจะร่วมแถลงข่าวยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่กองบัญชาการกองทัพไทย
“อนุพงษ์” เสนอยกเลิกภาวะฉุกเฉิน
ก่อนหน้านี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และหัวหน้าผู้รับ ผิดชอบแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน กล่าวถึงการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.บริหารบ้านเมืองในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า สถานการณ์ฉุกเฉินที่คณะกรรมการได้พิจารณาร่วมกัน ในเรื่องของการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม ขณะนี้ทางฝ่ายตำรวจและทหารได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว คาดว่าน่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ดังนั้นสถานการณ์ น่าจะไม่ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ส่งผลกระทบต่อทางเศรษฐกิจและสังคมมาก จึงคิดว่าน่าจะพิจารณาในการยกเลิก รวมถึงในเรื่องภาพพจน์ต่อต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เพราะการเดินทางมาประเทศที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ทางประกันภัยเขาจะไม่รับรอง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเดินทางมา เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องมีการคงการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจนกว่าจะมีการเลือกนายกฯคนใหม่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า คงต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลว่า จะเห็นเหมาะสมประการใด เมื่อถามว่า หวั่นหรือไม่ว่าจะเกิดการปะทะกันระหว่างคนสองกลุ่มอีก พล.อ.อนุพงษ์ ตอบว่า เท่าที่เราได้เตรียมแผนไว้เพื่อดูแลในส่วนนี้ ได้ พยายามสร้างความเข้าใจ จึงคิดว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง ทั้งนี้ได้ให้กองทัพภาคที่ 1 และตำรวจนครบาลประสานกับ นปช.
ให้การเมืองแก้ไขปัญหาของตัวเอง
เมื่อถามว่า ยืนยันว่าจะไม่มีการสลายม็อบในช่วงสูญญากาศ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า คณะกรรมการได้ให้ข้อพิจารณาในเรื่องนี้ว่า เดิมทีเขามีการชุมนุมอยู่แล้ว เมื่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาสั่งว่าห้ามชุมนุมเกิน 5 คน เท่ากับว่ามีการชุมนุมอยู่แล้ว แต่สั่งห้ามหมายความว่าต้องเข้าไปดำเนินการ แต่เมื่อมีการดำเนินการไปครั้งหนึ่งโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลที่ตามมายิ่งทำให้เกิดปัญหาและความไม่สงบมากกว่าเดิม อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าแก้ปัญหา แต่ไปเพิ่มปัญหา ดังนั้นต้องใช้มิติอื่น ขณะนี้ทางการเมืองพยายามแก้ไขสถานการณ์ อย่างเช่นที่ผ่านมานายกฯได้มีการดำเนินการ และประชาชนทั่วไปคงจะลดอุณหภูมิในการที่จะไปมีส่วนร่วม ดังนั้นเชื่อว่าน่าจะค่อยๆแก้ปัญหาไปได้เรื่อยๆในตัวเอง เมื่อถามว่า ทำอย่างไรให้ทหารอดทนต่อสถานการณ์ ทางการเมืองได้ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า เราต้องพูดให้ทุกคนเข้าใจว่า ทหารควรจะเป็นหลักของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เราต้องประกันความมั่นคงของประเทศชาติ ยืนยันว่าไม่มีวาระส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น
เรื่องรัฐบาลแห่งชาติคงเป็นไปได้ยาก
เมื่อถามว่า มีนักการเมืองตั้งข้อสังเกตว่าทหารบางกลุ่มไปล็อบบี้ทางการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่มี เข้าใจคงทำไม่ได้ เพราะนักการเมืองมีปัจจัยที่จะต้องพิจารณาร่วมกันในเรื่องอื่นๆ เมื่อถามว่า หากตกลงกันไม่ได้ จะนำไปสู่การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือนายกฯคนนอกหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า รัฐบาลแห่งชาติคงมีความยากพอสมควรที่จะเกิดขึ้นได้ และบางคนไม่ค่อยจะยอมรับ เพราะใช้ในช่วงสั้นๆเท่านั้น และไม่มีฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบ ถ่วงดุล ส่วนนายกฯคนนอกยิ่งยาก เพราะเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญด้วย เมื่อถามว่า ขณะนี้พอจะเห็นนายกฯคนใหม่หรือยัง พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า คงจะต้องมีได้แน่นอนในจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ เมื่อถามถึงกรณีที่ท่านระบุว่า นักการเมืองควรจะต้องเสียสละ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็แล้วแต่ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นต้องมีคนยอมเสียสละ เพื่อจะได้สามารถตกลงกันได้ แต่ตนไม่ได้ระบุว่าจะต้องเป็นใคร เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่ที่ประชาชนฝากความหวังให้กองทัพแก้ปัญหา พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า เข้าใจว่าทุกคนในประเทศเราหนักทั้งนั้น หนักที่จะต้องหาทางสร้างความเข้าใจทุกๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักวิชาการพยายามช่วยทำให้ลุล่วงไปได้ แต่ยังคิดว่าหนัก
จุดยืนกองทัพคือไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง
เมื่อถามว่า การเมืองยังหาทางออกให้กับสถานการณ์ไม่ได้ กองทัพจะมีจุดยืนอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ ตอบว่า คงเหมือนเดิม เพราะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองพยายามแก้ไขปัญหากันอยู่ เราคงเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ส่วนกรณีที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้ เข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่ม นปช.นั้น ได้ให้เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.ต.ขัตติยะติดต่อไปอย่างไม่เป็นทางการ อย่างไร ก็ตาม เท่าที่ติดตามสถานการณ์เชื่อมั่นว่าคนในกองทัพมีความเข้าใจตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครวุ่นวาย และยังอยู่ในสถานะที่เรียบร้อยอยู่ เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีประชาชนพยายามปลุกให้ทหารออกมาปฏิวัติ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า 1. คือถ้าทำแล้วจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ และเมื่อคิดทีละประเด็นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย 2. คือเมื่อทำแล้วผลกระทบที่ตามมาไม่ว่าจากภายใน ทั้งกลุ่มนักวิชาการ อาจารย์ กลุ่มไม่เอาการปฏิวัติ และกลุ่มต่อต้านเดิมที่มีอยู่ รวมถึงผลกระทบระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจ ซึ่งจะน่าส่งผลกระทบมากและสูงกว่าที่จะรับได้ รวมถึงอาจจะไม่ได้เรียกว่าแก้ปัญหา และไม่น่าจะทำได้ เพราะมีผลกระทบถึง 2 อย่างจึงไม่น่าจะใช้วิธีนี้ รวมถึงได้มีการประเมินบทเรียนจากการปฏิวัติครั้งที่ผ่านมาด้วย
นายกฯใหม่ต้องไม่สร้างความขัดแย้ง
เมื่อถามว่า พอใจหรือไม่ที่การโหวตเลือกนายกฯเลื่อนออกไป เพราะได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ไปบ้าง พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า รู้สึกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วๆไป ถ้าอะไรที่เกิดขึ้น ประชาชนเขารู้สึกเบา ก็รู้สึกเบาไปด้วย ทั้งนี้ มั่นใจว่าข้าราชการในกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ มีความเข้าใจสถานการณ์ ทุกคนพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ผ่านไปด้วยดี เมื่อถามว่า หากได้นายกฯเร็วๆจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า น่าจะดีขึ้น เพราะเราคงทนสุญญากาศไม่ได้ ในขณะนี้ถ้าสามารถจบเรื่องความขัดแย้งได้ และให้ประเทศเดินหน้าไปได้ น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เมื่อถามว่า นายกฯคนใหม่ควรมีลักษณะอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า อย่างที่ทุกคนเห็นว่าหากมีความขัดแย้งอยู่ก็ต้องเป็นวาระเร่งด่วน หากตรงนี้จบได้ ประเทศเราเดินหน้าได้แน่นอน เมื่อถามว่า จุดยืนของกองทัพต่อผู้ที่จะมาเป็น รมว.กลาโหม ต้องเป็นอดีตนายทหารหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่จำเป็น เพราะที่ผ่านมานายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯและ รมว.กลาโหม ดูแลดำเนินการให้กระทรวงกลาโหมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้ เมื่อถามว่า ต้องกระซิบทหารก่อนหรือไม่ ว่าจะนำใครมาเป็น รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่จำเป็น


ที่มา http://www.thairath.co.th/

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2551

เผย15ก.ย.ได้ชื่อนายกฯ เทือกเชียร์'สมชาย'เหมาะ


วันนี้ (13 ก.ย.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ พรรคจะลงมติหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และแจ้งให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบก่อนที่จะมีการแถลงข่าวร่วมกันในวันที่ 16 ก.ย. ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลได้แจ้งมาแล้วว่าไม่ขัดข้องหากผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็น 1 ใน 3 ส.
อย่างไรก็ตาม นายสมพงษ์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะเสนอชื่อตัวเขาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ และกล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา เพราะยังไม่ใช่มติพรรค ขณะนี้ยังประเมินกันอยู่
ด้านนายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายทะเบียนพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นใบลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนของนายสมัคร สุนทรเวช และในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ได้เรียกประชุม ส.ส.ในช่วงเช้า และเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคในช่วงบ่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ผ่านมา แกนนำพรรคพลังประชาชน อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ กรรมการบริหารพรรค นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ได้เดินทางมาที่ทำการพรรค นอกจากนี้ ยังมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อาทิ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสุธรรม แสงประทุม ได้เดินทางมาที่ทำการพรรคพลังประชาชนด้วย ทั้งนี้ คาดว่าจะหารือในเบื้องต้นเพื่อหาข้อยุติเรื่องการเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกัรฐมนตรีคนใหม่
ทางด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่พรรคพลังประชาชนจะเสนอบุคคลในกลุ่ม 3 ส. เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่สามารถลดความขัดแย้งทางการเมืองได้ โดยในจำนวน 3 ส. ตนคิดว่ามีเพียงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่มีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะนายสมชาย เคยเป็นผู้พิพากษาและปลัดกระทรวงยุติธรรม นอกจากนี้ นายสมชายไม่เคยแสดงอาการปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างชัดเจน แม้ว่านายสมชาย จะเป็นน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตาม
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่เหมาะสม เนื่องจากเคยโยกย้ายอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยอาจต้องการช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ




วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

มัชฌิมาเรียกร้องพรรคร่วมยอมรับมติเสียงข้างมาก


นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รักษาการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าววันนี้ (12 ก.ย.) ถึงกรณีที่ต้องเลื่อนลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไปเป็นวันพุธที่ 17 ก.ย.ว่า น่าจะเป็นการลดแรงกระทบความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงนี้ไปได้ระดับหนึ่ง พร้อมฝากถึงพรรคร่วมรัฐบาลว่า ขอให้มีสติ ยึดในหลักการที่ว่า ให้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล และหากพรรคเสียงข้างมากเลือกใครมาดำรงตำแหน่งนากยกรัฐมนตรี ก็ต้องยอมรับ หากไม่ถูกใจก็ต้องเก็บความรู้สึกไว้ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตย
นางอนงค์วรรณ กล่าวด้วยว่า การเลื่อนลงมติวันนี้ ไม่ใช่การยกเลิกสัญญาของพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีการเจรจา และมีการพูดคุยกันอีกครั้ง




ปชป.หน้าแหก ลักไก่เสนอชื่อ "อภิสิทธิ์"แต่สภาโนโหวตไม่รับเป็นนายกฯ

พรรคประชาธิปัตย์ลักไล่เสนอชื่อ “อภิสิทธิ์” ทั้งที่เคยประกาศไม่คิดตั้งรัฐบาลแข่ง แต่ก็ต้องฝันสลายเมื่อสภาไม่ครบองค์ประชุม “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ระบุเลื่อนโหวตเป็นเรื่องดี เชื่อ “สมัคร” จตักลับมาอีกครั้งแน่นอน
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีการตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน แต่ภายหลังที่ได้มีการประชุมที่รัฐสภา ปรากฏว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เอรับการพิจารณารับโหวะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายจรัล กล่าวว่า โดยหลักการ พรรคก็จะต้องมีการนำเสนอหัวหน้าพรรคของตนเองอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ไปก็ไม่ได้ วันนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่องของการช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองกัน เพราะเขาเห็นว่าวันนี้ ส.ส.ไม่ค่อยเข้าร่วมชุมนุม และส่วนใหญ่ส.ส.ที่เขาร่วมชุมนุมก็เป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ จึงเสนอชื่อหัวหน้าพรรค เพื่อจะได้รับเสียยงโหวตมาก แต่เข้าคงลืมไปว่าคะแนนโหวตที่ได้ต้องมีจำนวนเป็นกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทั้งหมด นี้โหวตเท่าไรก็ไม่ถึงครึ่งอยู่ดี “การเสนอชื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นการแสดงบทบาทอยากเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์เอง ถึงรู้ว่าเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้รับโหวตแต่มันเป็นเรื่องของธรรมเนียม เป็นเรื่องของมารยาทที่ลูกพรรคต้องเสนอหัวหย้าพรรคของตัวเอง” นายจรัลกล่าว นายจรัลได้กล่าวถึงประเด็นที่วันนี้มีการประชุมรัฐสภาไม่บรรลุผล และได้เลื่อนการพิจารณาเลือกนายกฯเป็นวันที่ 17 กันยายน ตนเห็นว่าการเลื่อนออกไปอีก 3-4 วันเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าจะได้มีเวลาไปศึกษาและทบทวนอะไรหลายๆ เรื่องภายในพรรค เพราะตอนนี้ปัญหาใหญ่อยู่ที่พรรคพลังประชาชน ที่ส.ส.ภายในพรรคยังไม่มีความคิดเห็นที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เนื่องด้วยจากสถานการณ์ในตอนนี้ อยู่ในช่วงของวิกฤตทางการเมืองทำให้ความคิดของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละคนก็เป็นกังวลและเป็นห่วงสถานภาพในปัจจุบัน “ส.ส.บางกลุ่มอาจจะมองว่าถ้าเสนอนายสมัครเป็นนายกฯ อีกครั้งอาจจะทำให้ปัญหาที่มีอยู่บานปลายมากยิ่งขึ้น ปัญหาจะไม่รู้จบ และอาจจะมีส่วนในเรื่องของผลประโยชน์ในแต่ละพรรคด้วยที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง” นายจรัลกล่าวนอกจากนี้นายจรัลยังกังวลว่าถ้าภาย 30 วันแล้วยังไม่สรุปว่าจะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตามระเบียบของรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุให้คนที่ได้มีคะแนนเสียงในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงนั้นตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ส.ส.ท่านใดของพรรคใดได้รับเสียงมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าอย่างไรในวันที่ 17 กันยายนนี้น่าจะได้ข้อสรุป และนายสมัคร สุนทรเลชน่าจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
ที่มา http://www.prachatouch.co.th/

จตุพรแฉ นายทหราล็อบบี้พรรคร่วมไม่โหวตสมัครนายกฯ


“จตุพร พรหมพันธุ์” แฉซ้ำ! กระบวนการสามานย์ สั่งแม่ทัพนายกองวิ่งล็อบบี้พรรคร่วมไม่ให้เข้าสภาฯโหวตสมัครนั่งนายกฯรอบสอง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนจะกลับไปหารือกันอีกครั้งว่ามีอะไรขุ่นข้องหมองใจ ทั้งนี้ ยืนยันว่ากลุ่มต่างๆ ในพรรคยังสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนที่มีกระแสข่าวเรื่องยุบสภา พรรคพลังประชาชนไม่ได้ขู่ แต่มองว่าเป็นอีกทางออกที่ทำได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีกระบวนการสามานย์ ให้แม่ทัพนายกองล็อบบี้พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ให้โหวตเลือกนายสมัคร ไม่เช่นนั้นจะไม่รับรองว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ คงต้องมีการสอบถามข้อเท็จจริงกับสมาชิกพรรคอีกครั้ง แต่เท่าที่ตนรู้มา นายทหารคนนี้ แต่ก่อนไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้ แต่ไม่รู้ว่าวันนี้ความเป็นคนของเขายังมีอยู่หรือไม่ “คงต้องกลับไปสอบถามสมาชิกพรรคถึงกระบวนการสมานดังกล่าว แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานความจริงทุกอย่างจะกระจ่าง แล้วจะรู้ว่าแม่ทัพนายกองคนนั้นเป็นใคร ซึ่งหลังจากนั้น ผมคงต้องไปสอบถามท่านว่ามีความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร” นายจตุพร กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

การปกครองของสหรัฐอเมริกา







การปกครองของสหรัฐอเมริกาโดยสังเขป

ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดี (President)


ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คือ คนหนึ่งคนเดียว (ต้องเป็นพลเมืองอเมริกันโดยกำเนิดและอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และอาศัยอยู่ในสหรัฐ มาไม่น้อยกว่า 14 ปี) ซึ่งเป็นทั้งประมุขของรัฐ และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยมีรองประธานาธิบดีอีกหนึ่งคน ซึ่งมาจากระบบของการเลือกตั้งโดยอ้อมผ่านทางคณะผู้เลือกตั้ง ตามวิธีการที่กำหนดในกฎหมาย ประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 2 สมัย ไม่ได้ คือ ให้เป็นได้อย่างมากแค่ 2 สมัยเท่านั้น(22nd Amendment, 1951)







อำนาจของประธานาธิบดี
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่ผู้เดียวในภารกิจหลักเกี่ยวกับการปกป้องรัฐธรรมนูญและบังคับใช้กฎหมายที่ออกโดยสภาคองเกรส สำหรับอำนาจหน้าที่อื่นๆ ของประธานาธิบดีที่สำคัญๆ ตามมาตรา 2 อนุมาตรา 2 ได้แก่ อำนาจด้านนิติบัญญัติ ประธานาธิบดีในฐานะผู้นำหมายเลขหนึ่งของประเทศ ย่อมมีบทบาทสำคัญทางนิติบัญญัติในการริเริ่ม การเสนอนโยบายและกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารกิจการประเทศชาติของรัฐบาลกลางต่อสภาคองเกรส และมีสิทธิออกกฎหมายในรูปอื่นๆ ได้อำนาจตุลาการ ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอขอแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุด และผู้พิพากษาศาลลำดับรองลงมาอื่นๆ ของรัฐบาลกลาง โดยต้องได้รับความยินยอมจากวุฒิสภา อำนาจสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ อำนาจในการให้อภัยโทษทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขแก่ผู้ที่ถูกพิพากษาโทษว่าละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง ยกเว้นในกรณีที่เป็นการถูกฟ้องขับจากตำแหน่งอำนาจบริหาร และอำนาจด้านกิจการต่างประเทศ ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ ทั้งยังเป็นผู้ทำสนธิสัญญา ภายใต้ความเห็นชอบของรัฐสภา ตลอดจนเป็นผู้ที่แต่งตั้งทูตเพื่อดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศ แต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงและหัวหน้าหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่สำคัญๆ ของรัฐบาลกลางอื่นๆ กระทรวง โดยความเห็นชอบของวุฒิสภา นอกจากนั้นยังให้อำนาจประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งรองประธานาธิบดีโดยความเห็นชอบของสภาคองเกรส เมื่อตำแหน่งนั้นว่างลง





การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

เมื่อชาวอเมริกันไปออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี หลายคนเชื่อว่าตนกำลัง เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง แต่ในทางทฤษฎีมิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากระบบเลือกตั้งอเมริกันมีคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีอันเป็นมรดกตกทอดทางรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา การเลือกตั้ง (Election) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นการเลือกตั้งผ่านการลงคะแนนเสียงของ คณะผู้เลือกตั้ง (Electoral college) ซึ่งถูกตั้งขึ้นตามมาตรา 2 อนุมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ เมื่อผู้มีสิทธิออกเสียงในแต่ละรัฐไปลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีในวันเลือกตั้ง ซึ่งตรงกับวันอังคารแรกถัดจากวันจันทร์แรกในเดือนพฤศจิกายนของทุกๆ 4 ปี (ในปี ค.ศ. ซึ่งหารด้วยสี่ลงตัว) ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดในการลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิออกเสียง(popular vote) ภายในแต่ละรัฐ จะได้รับคะแนนเสียงของผู้เลือกตั้ง(electoral vote) ของรัฐนั้นไปทั้งหมด โดยจำนวนผู้ออกเสียงในแต่ละรัฐจะเท่ากับจำนวนรวมกันของวุฒิสมาชิกกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รัฐนั้นๆ มีอยู่ในสภาคองเกรส ส่วนเขตเมืองหลวงดิสทริคออฟโคลัมเบีย ซึ่งไม่มีผู้แทนที่มีสิทธิ์ออกเสียงในสภาคองเกรสเลย จะมีคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี 3 เสียง หลังจากนั้น คณะผู้เลือกตั้งจะร่วมประชุมกันเพื่อเลือกประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ โดยที่จำนวนผู้เลือกตั้งทั้งหมดมี 538 คน ผู้ที่ถือว่าได้รับชัยชนะจึงต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้เลือกตั้งอย่างน้อยที่สุด 270 เสียง ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ยังไม่เคยเกิดกรณีที่ผู้เลือกตั้งออกเสียงคัดค้านผู้ที่ชนะคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ แต่อย่างใดถ้าไม่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก หน้าที่เลือกประธานาธิบดีจะตกอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร ส่วนกรณีตำแหน่งรองประธานาธิบดีนั้น วุฒิสภาจะต้องทำหน้าที่ในการตัดสินใจเลือก ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะทำพิธีสาบานตน เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไปจากปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี